THE GURU • INVESTMENT

จัดพอร์ตลงทุนอย่างไร? ท่ามกลางความผันผวน

บทความโดย: Admin

ดอกเบี้ยต่ำถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการลงทุนระยะยาว แม้ว่าสินทรัพย์เสี่ยงความผันผวนจะสูงขึ้น หรือมีมูลค่าที่ค่อนข้างแพงแล้ว แต่ถ้าเปรียบเทียบกับภาวะดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้แล้ว สินทรัพย์เสี่ยงก็อาจจะไม่ได้ดูแพงเกินไปนัก

ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ถือเป็นช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การจารึกลงในประวัติศาสตร์ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างไปมาก ไม่ว่าจะเป็นวิถีการใช้ชีวิต แนวทางการทำงาน การจับจ่ายใช้สอยของผู้คน ตลอดไปจนถึง การดำเนินนโยบายในสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น มาตรการใหม่ๆ ถูกนำมาใช้เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งนี้

ตลาดการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ก็มีความผันผวนในระดับที่สูงมากด้วย หากดูจาก VIX Index ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเห็นว่า ความผันผวนที่มากที่สุดในรอบนี้สูงสุดกว่าเมื่อครั้งวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 เสียด้วยซ้ำ ตลาดหุ้นไทยเองก็ผันผวนไม่แพ้กัน เราเห็น SET Index ปรับตัวลดลงจากระดับประมาณ 1,600 จุด มาเหลือเพียงประมาณ 1,000 จุด ก่อนที่จะฟื้นตัวมาเคลื่อนไหวที่ระดับเหนือ 1,300 จุด ในปัจจุบัน

ท่ามกลางความผันผวนเช่นนี้ หากใครจับจังหวะถูก ก็อาจจะได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม หากใครจับจังหวะผิดก็จะรับผลตอบแทนที่น่าผิดหวังทีเดียว


สถานการณ์ช่วงที่เหลือของปี ต่อเนื่องถึงปีหน้าจะเป็นอย่างไร?

แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจทั้งปี 2563 นี้จะย่ำแย่ และอาจจะแย่ที่สุดตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว แต่จุดที่แย่ที่สุดน่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนั้นน่าจะเติบโตขึ้นกว่าในช่วงไตรมาส 2 ทำให้ภาวะวิกฤติที่เกิดในครั้งนี้อาจเป็นครั้งที่ส่งกระทบรุนแรงมากที่สุด แต่ก็อาจมีระยะเวลาที่สั้นที่สุดด้วยก็ได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามหลังจากนี้จะเป็นเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจว่าจะรวดเร็วเพียงใด แม้ว่าเราหวังจะให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาในระดับปกติโดยเร็ววัน แต่หากมองด้วยปัจจัยต่างๆ แล้ว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากนี้ไปน่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเสียมากกว่า

เครื่องยนต์ที่เคยเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจได้มากในช่วงที่ผ่านมาคือ ภาคการท่องเที่ยวนั้น เรียกว่า ดับสนิทการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมนั้น อาจต้องรอให้มีการคิดค้นพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จและมีการผลิตแจกจ่ายในวงกว้างเสียก่อน กว่าที่จะเรียกความมั่นใจกลับมาได้

ท่ามกลางความย่ำแย่นี้ มาตรการช่วยเหลือต่างๆ ก็ถูกนำมาใช้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน การจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนโดยตรง การเพิ่มผลประโยชน์ประกันการว่างงาน การจ่ายเงินสนับสนุนให้บริษัทยังคงจ้างแรงงานต่อไป

หรือมาตรการด้านการเงินที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยต่างๆ เช่น การพักชำระหนี้ การเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชน เป็นต้น ความเต็มใจ (Willingness) ของผู้ออกนโยบายในการช่วยเหลือในครั้งนี้ ทำให้ความรุนแรงของวิกฤติในครั้งนี้เบาบางลงได้บ้าง และเป็นปัจจจัยสำคัญที่ช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้กับตลาด แม้ว่าแนวโน้มในอนาคตน่าจะค่อยๆ ดีขึ้น

แต่วิกฤติครั้งนี้อาจฝาก รอยแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้ให้เราในอนาคต การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ลดลง ทั้งในระดับประเทศ ระดับบริษัทเอกชน หรือระดับครัวเรือน ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ดูลดต่ำลง จนทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ดูจะสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นประเด็นบั่นทอนความเชื่อมั่น การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ นับเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคอยติดตามว่าปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงเพียงใด หรือหน่วยงานทางการจะมีมาตรการแก้ไขปัญหานี้อย่างไรด้วย

 

ควรจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร?

หากมองภาพระยะยาวแล้ว พอร์ตการลงทุนนั้นให้ทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง ทั้งสองเป็นสิ่งคู่กัน ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็ต้องสูงตามไปด้วย ฉะนั้น เมื่อตลาดมีความผันผวนสูงขึ้น สินทรัพย์เสี่ยงก็จำเป็นต้องให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วย เพื่อช่วยชดเชยความผันผวนที่สูงขึ้น

แต่หากมองจากนี้ไปในระยะ 1 ปีข้างหน้า แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวขึ้นหากการพัฒนาวัคซีนเป็นที่สำเร็จ แต่ตลาดก็อาจจะ รับข่าวไปค่อนข้างมากแล้ว อีกทั้ง ประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง คือเรื่องของความ แพงของตลาดหุ้น เมื่อมองเชิงของสัดส่วนราคาปิดต่อกำไร (พี/อี เรโช) ในปัจจุบัน ต้องบอกว่าตลาดหุ้นนั้น แพงมากและเป็นเช่นนี้ทั่วโลกทุดตลาดกันเลยทีเดียว

ตลาดหุ้นไทยก็มีพี/อี ประมาณ 18 เท่า (มองระยะ 12 เดือนข้างหน้า) ทั้งที่ค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ประมาณ 13 เท่า หรือในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้จะอยู่ที่ประมาณ 14-15 เท่า เท่านั้นเอง

ครั้นจะหลบไปลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล นักลงทุนก็จะเผชิญกับความท้าทายอีกด้านหนึ่งจากระดับดอกเบี้ยที่ต่ำในปัจจุบัน เดิมในปีก่อนดอกเบี้ยก็ถือว่าค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว แถมวิกฤติที่เกิดขึ้นยังผลักดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลในช่วงจากนี้ไปน่าจะต่ำลงไปอีก

 

อย่าลืม! วัดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

สำหรับการจัดพอร์ตรับมือสถานการณ์เช่นนี้ อย่างแรกที่นักลงทุนจำเป็นต้องตัดสินใจคือ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากอาจถือครองสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่สูงกว่า การปรับตัวของมูลค่าพอร์ตการลงทุนของท่านในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นตัวชี้วัดได้ว่าพอร์ตที่มีความเสี่ยงในระดับดังกล่าวเหมาะสมกับท่านหรือไม่

แน่นอนว่า คงไม่มีใครชอบให้ผลตอบแทนติดลบ แต่หากเป็นเช่นนั้นแล้วท่านเกิดอาการ กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ก็อาจจะหมายความว่าพอร์ตการลงทุนของท่านรับความเสี่ยงมากเกินไป จึงอาจจะต้องหาโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ และความจำเป็นในการในเงินนั้นในอนาคตได้

เมื่อทราบถึงระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว เรามีมุมมองว่า นักลงทุนระยะยาวยังไม่ควรปรับลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Allocation) ลงในช่วงนี้

 

ดอกเบี้ยต่ำ คือความท้าทาย

ภาพดอกเบี้ยที่ต่ำถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการลงทุนระยะยาว แม้ว่าสินทรัพย์ความผันผวนจะสูงขึ้นหรือมีมูลค่าที่ค่อนข้าง แพงแล้ว แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับภาวะดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้แล้ว สินทรัพย์เสี่ยงก็อาจจะไม่ได้ดู แพงเกินไปนัก สัดส่วน Earning Yield Gap ที่ประมาณ 4.5% ก็อาจจะดูต่ำกว่า (หุ้นแพงกว่าบอนด์) ค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 5% เพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ แม้ว่าหุ้นทั้งตลาดอาจจะมีโอกาสปรับขึ้นไม่มาก แต่หากพิจารณาเป็นรายตลาดหรือรายอุตสาหกรรมจะเห็นว่าผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมามีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร การเลือกหลักทรัพย์หรือกองทุนเข้ามาอยู่ในพอร์ต (Picking) จึงมีความสำคัญค่อนข้างมากในการสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน

ดังจะเห็นได้ว่า กองทุนหุ้นที่มีการบริหารแบบ เชิงรุกหลายกองทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนในลักษณะเชิงรับในปีนี้ โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนมีนโยบายเน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มขนาดกลางและเล็ก (Mid-small cap) ที่สามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ในปีนี้ ทั้งที่ผลตอบแทนโดยรวมของตลาดยังติดลบกว่า 10%

 

กลยุทธ์ลงทุนตามกระแสเมกะเทรนด์

ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทย มองว่า การลงทุนตามกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกนี้ (Megatrends) ยังเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับการลงทุนในช่วงถัดไป วิกฤติที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนถูก บังคับให้รับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งน่าจะหมายถึงหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นในไทย

การแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้คนหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพหรือโภชนาการมากขึ้น อีกทั้ง สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดในช่วงที่มนุษยชาติ ปิดดำเนินการชั่วคราวเพื่อรับมือกับไวรัสนั้น อาจช่วยปลุกกระแสรักษ์โลกให้ถาโถมกลับมาได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อกระแสการลงทุนแบบ ESG ด้วย

นอกจากนี้ ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดก็สร้างโอกาสในการลงทุนได้ด้วย กลยุทธ์ทยอยการลงทุนโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรง ก็อาจจะสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับพอร์ตได้เช่นกันครับ


โดย ดร.สมชัย อมรธรรม

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์

บลจ.กรุงไทย

เกี่ยวกับนักเขียน